จังหวัดกาญจนบุรี เชิญชมการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 15 ถึงวันที่ 25 มีนาคมสกนี้
top space
logo

 

 

Menu
center
หน้าหลัก
ข้อมูลจังหวัดกาญจนบุรี
บุคคลสำคัญ
โรงแรมที่พัก
ของฝาก
ข่าวประชาสัมพันธ์
สนทนา
ติดต่อเรา
ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี
สถานที่ท่องเที่ยว
การเดินทาง
center
หนังสือพิมพ์
center
ข่าวสด
ไทยรัฐ
ผู้จัดการ
มติชน
center
ดูทีวีออนไลน์
 
center
center
พันธมิตร
center
ง
center
center
center

 

 

 

 

 

 

 

บุคคลสำคัญ

.

พระครูอุดมสิทธาจารย์ (หลวงพ่ออุตตมะ)
space

พระครูอุดมสิทธาจารย์ (หลวงพ่ออุตตมะ) 
ชื่อ สกุล : พระครูอุดมสิทธาจารย์ (หลวงพ่ออุตตมะ) 
วันเดือนปีเกิด : ปีกุน พ.ศ. 2454 ที่เมืองมุกกะเหนี่ยง ในสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า 
การศึกษา : ได้บรรพชาเป็นสามเณรและศึกษาทางพุทธศาสนาที่วัดมุกกะเหนียง จนจบหลักสูตร และได้เดินทางไปศึกษาต่อยังเมืองร่างกุ้ง สอบได้ เปรียญธรรมชั้นเอก (ป.ธ.7) 
อาชีพ : เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวกการาม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 

** หลวงพ่ออุตตะมะ มรณภาพวันที่ 18 ตุลาคม 2549 **

สรุปประวัติโดยย่อ : 
เมื่ออายุได้ 20 ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุศึกษาในสำนัก ศาสนศึกษาในเมืองย่างกุ้ง สอบได้ชั้นสูงสุดซึ่งเรียกว่าชั้น "ปาร์คู" แต่ยังไม่ทันประกาศผลก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องอพยพหนี สงคราม ในระหว่างสงคราม พระอาจารย์จันทิมา ซึ่งเป็นอุปัชฌาย์ ของท่าน และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในทางกฤตยาคมเป็นที่เลื่องลือได้ถ่าย ทอดวิชาความรู้ให้ท่านจนจบสิน เมื่อสงครามโลกยุติ ท่านก็ได้เดิน ธุดงค์ไปมาระหว่างประเทศไทยกับเมืองเย ผ่านเทือกเขาตะนาวศรีซึ่งแสนจะทุรกันดาร จนถูกกองโจรขบวนการกู้ชาติจับแต่ท่านก็ สามารถใช้วิชาความรู้รอดชีวิตมาได้ พระครูอุดมสิทธาจารย์ (หลวงพ่ออุตตมะ) คุ้นเคยกับภูมิประเทศไทย เพราะเคยจำพรรษาอยู่ตามวัดต่าง ๆ ในท้องที่อำเภอ โพธาราม อำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรีและสมุทรปราการ ครั้น เมื่อ พ.ศ. 2500 ท่านได้ลงมือสร้างวัดขึ้นที่ฝั่งตะวันตกของลำน้ำแควน้อย ชื่อวัด "วังก์วิเวกการาม" เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งของชาว ไทยและชาวมอญในถิ่นทุรกันดาร จนเป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป ในวันเดิน ท่านจะมีประชาชนทั้งชาวไทยชาวมอญในประเทศและจากนอก ประเทศเข้ามาร่วมทำบุญมีงานรื่นเริงเป็นประจำทุกปี ต่อมามีการสร้างเขื่อนเขาแหลมบริเวณวัดน้ำจะท่วมทั้งหมด จึง ได้ย้ายวัดขึ้นไปอยู่บนเขาโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นผู้จัดสร้างขณะ นี้ดำเนินการก่อสร้างเกือบจะเสร็จสิ้นแล้วเหลืออยู่แต่เจดีย์ทรงสี่ เหลี่ยมแบบพุทธคยาที่บริเณริ่วัด ที่เป็นสิ่งก่อสร้างที่สวยงามงดงามแห่งหนึ่ง ปัจจุบันนี้ท่านหลวงพ่อได้รับนิมนต์จากประชาชนทั่วทั้งประเทศ เพื่อไปประกอบพิฑีทุกธาภิเศกทั้งในงานวัดและงานมงคลต่าง ๆ อยู่ เสมอ มีประชาชนเลื่อมใสศรัทธามากทั้งชาวไทยและชาวมอญรวม ทั้งพม่า 

หห

หลวงพ่ออุตตมะ (พระครูอุดมสิทธาจารย์)
วัดวังก์วิเวการาม อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

หลวงพ่ออุตตมะ เป็นชื่อหรือฉายาในพระบวรพระพุทธศาสนาของท่าน คือ อุตตมะหรืออุตตโม เราทั้งหลายจึงมักนิยมเรียกนามท่านตามฉายาสงฆ์ดังที่กล่าวมานี้…
หลวงพ่ออุตตมะ ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ชอบเดินธุดงค์อยู่ป่าดงมากกว่าอยู่วัดวาอาวาส ท่านถือแนวทางการประพฤติปฏิบัติพระกรรมฐานเยี่ยงพระอริยเจ้าทั้งหลายที่เคยได้กระทำมาแล้ว พร้อมกับเป็นขวัญใจของชาวไทยและชาวรามัญองค์หนึ่งในยุคนี้

ชาติภูมิของท่าน เกิดเมื่อวันอาทิตย์ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ ปีกุน เวลา ๖.๐๐ น. ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๔๒ ณ หมู่บ้านโมกกะเนียง ตำบล เกลาสะ อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง ประเทศพม่า โยมบิดาชื่อ นายโง โยมมารดาชื่อ นางทองสุก มีอาชีพทำนา-สวน และนามเดิมของท่านนั้นบิดามารดาตั้งไว้ว่า “เอหม่อง” กาลต่อมาท่านเจริญวัยมากแล้ว บิดามารดาได้นำท่านมาอยู่วัด (เป็นเด็กวัด) เพื่อศึกษาอบรมบ่มนิสัย ให้ประพฤติตนเป็นคนดีต่อไป เมื่ออายุอันสมควร บิดามารดาได้ให้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดโมกกะเนียง ประเทศพม่า อันเป็นวัดใกล้บ้าน โดยมีพระเกตุมาลาเป็นพระอุปัชฌาย์

การดำเนินเข้ามาสู่ร่มกาสาวพัสตร์นี้ เป็นไปด้วยใจรักและเคารพ สามเณร เอหม่อง ท่านมีความปีติยินดียิ่งนัก เพราะตนเองมีความเข้าใจว่า “ได้เข้ามาอยู่ในโลกใหม่ เป็นโลกของศีลธรรมเป็นโลกที่องค์พระศาสดาเจ้าตรัส สรรเสริญ คือ เป็นโลกที่ละบาปกรรมทำชั่วแล้วทั้งปวง” ภายหลังจากบวชเป็นสามเณรแล้ว ท่านได้มานะอบรมศึกษาเล่าเรียนธรรม จนสามารถสอบได้นักธรรมโท… อายุครบที่จะอุปสมบทได้ โยมบิดามารดา จึงขออนุโมทนาให้อุปสมบทต่อไป พิธีจึงจัดขึ้น ณ วัดโมกกะเนียง ต.เกลาสะ อ.เย จ.มะละแหม่ง โดยมีพระเกตุมาลาเป็นพระอุปัชฌาย์ พระ นันทสาโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระวิสารท เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า “อุตตโมภิกขุ”

หลังจากบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว หลวงพ่ออุตตมะมีความพยายามศึกษาพระปริยัติธรรมจนสำเร็จเปรียญ ๘ ประโยค เมื่อสอบเปรียญจนรู้ผลไปหมดสิ้นแล้ว ท่านได้หันจิตใจออกประพฤติปฏิบัติธรรม ด้วยการเที่ยววิเวกไปตามป่าเขา หยุดพักปักกลดในป่าในเขา เจริญตามเยี่ยงอย่าง กุลบุตรพุทธชิโนรสเจ้าไม่อาลัยกับชีวิตและความเหน็ดเหนื่อย ท่านถือการปฏิบัติธรรมเป็นใหญ่ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง เสี่ยงตายเพื่อแลกมาซึ่งความดีงาม จากประเทศพม่าดั้งด้นย่นป่าเข้ามาประเทศไทย ไปทางภาคเหนือ พักอยู่วัดสวนดอก ชั่วคราวจากนั้นเดินธุดงค์ต่อไปจังหวัด แม่ฮ่องสอน แล้วย้อนกลับมาทางเชียงใหม่ หลวงพ่ออุตตมะ ได้สนทนาธรรมกับศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตหลายองค์ เช่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณ?โณ นอกจากนั้นแล้วท่านยังได้เข้านมัสการและปรารภธรรมกับ หลวงปู่คำแสน อินทจักโก จ.เชียงใหม่ เป็นต้น


หลวงพ่ออุตตมะ ท่านได้ผจญกับความเจ็บป่วยไข้ป่าที่ร้ายแรง และบรรดาสัตว์ป่าที่ ดุร้ายมาหลายแห่งหลายถิ่น แต่ท่านมิได้ไปสู้รบตบมือกับพวกมัน ท่านมีอาวุธธรรม เป็นเครื่องป้องกัน อาศัยจิตใจอันแน่วแน่มั่นคง เชื่อมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แล้วดำเนินตาม อันเป็นที่สุดแห่งการปฏิบัติคือ “พระนิพาน” ในปัจจุบันนี้ หลวงพ่ออุตตมะท่านได้ละถิ่นกำเนิดในประเทศพม่า มาอยู่เป็นร่มโพธิ์ทองให้แก่มวลมนุษย์ผู้ใคร่ในธรรม และจะเป็นแดนชีวิตของท่าน คือ ประเทศไทย ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น ท่านไม่ได้ถือเหล่าเผ่าพันธุ์ ท่านไม่ถือชาติถือตระกูล ท่านมีแต่ธรรมะคำสั่งสอนเป็นที่อาศัยให้จิตใจชื่นบาน ท่านไม่อาลัยแม้ชีวิตจะเป็นไป ถือความดีงามนั้นเท่านั้น เป็นที่อยู่และที่ไป

หลวงพ่ออุตตมะ ท่านเป็นพระนักเดินธุดงคกรรมฐาน เป็นนักต่อสู้กิเลสภายในชั้นยอดองค์หนึ่ง ขณะที่ท่านดำเนินชีวิตในเพศสมณะ ท่ามกลางป่าเขาอยู่นั้น ท่านได้น้อมระลึกอยู่เสมอในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดังนี้ว่า 

“ผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งล่วงไปแล้วมาตาม ไม่ควรหวังสิ่งซึ่งยังมาไม่ถึง เพราะว่าสิ่งใดล่วงพ้นไปแล้ว สิ่งนั้นอันเราละเสียแล้ว อนึ่ง สิ่งใดซึ่งไม่มาถึงเล่าสิ่งนั้นก็ยังไม่มาถึง เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญา จึงไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงไปแล้วมาตามไม่ควรหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ก็ผู้มีปัญญาได้มาเห็นธรรมเป็นปัจจุบันเกิดขึ้น เฉพาะหน้าแจ้งชัดอยู่ในที่นั้น ๆ ใครจะพึงรู้ว่า ความตายจักไม่มีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าสู้ความหน่วงเหนี่ยว ความผูกพันด้วยมฤตยู ความตาย ซึ่งมีเสนาใหญ่นั้นมิได้เลย ฉะนั้นความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน อันผู้มีปัญญาควรทำเสียในวันนี้เลยทีเดียว ไม่มีความเกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างนี้ ผู้นั้นแลเป็นผู้มีราตรีเดียวเจริญดังนี้”


หลวงพ่ออุตตมะ ได้อาศัยการเดินธุดงค์ ไปอยู่บำเพ็ญธรรมบนเขาหมู่บ้านชาวเขาก็หลายครั้งและเป็นเวลานาน ๆ ทางที่ท่านได้มุ่งหมายไปนั้น เป็นทางตรงที่บริสุทธิ์ ไม่มีโค้ง หรือมีซอยเล็ก ๆ ต่อไป ท่านหลวงพ่ออุตตมะ ท่านเป็นนักปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ที่แท้จริง ท่านได้ออกเที่ยววิเวกไปในเขตเมืองทวาย และได้ผ่านเข้ามาทางประเทศไทย หลวงพ่ออุตตมะต้องผจญกับภัยอันตรายจากโจรป่า สัตว์ป่า ไข้ป่าต่าง ๆ มากมาย จนสามารถฟันฝ่ากับอุปสรรคนั้นได้ ก็ด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แม้ปัจจุบันนี้ หลวงพ่ออุตตมะ ก็มีความชราภาพลงไปมากแล้วหลวงพ่ออุตตมะ ก็ไม่เคยทอดทิ้งองค์แห่งการปฏิบัติเลย 

ขณะนี้หลวงพ่ออุตตมะ ยังเป็นขวัญจิตขวัญใจของเราชาวพุทธทุกคน ท่านยังรอต้อนรับผู้จะปฏิบัติธรรมกับท่าน แม้ท่านที่มองเห็นคุณค่ามหาศาลนี้ ก็ขอให้เดินทางไปนมัสการที่  วัดวังก์วิเวการาม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี คงจะได้พบกับแสงสว่างในธรรมะอย่างสิ้นสงสัย หลวงพ่ออุตตมะ นับว่าเป็นพระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบองค์หนึ่งในปัจจุบัน

ที่มาของข้อมูล http://www.thavorn.net

 

 

 
พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา
space
 

....ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ...
เป็นสุภาษิตที่เหมาะแก่การทหาร ข้าพเจ้าจึงเลือกไว้เป็นบทประจำดวงตรา พหลโยธิน ( พจน์ พหลโยธิน )

ไไ


  • ท่าน เป็นเชษฐบุรุษ พลเอก พระพหลพลพยุหเสนา ( พจน์ พหลโยธิน ) เป็นทหารปืนใหญ่บุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่มีคติประจำตัวตั้งแต่แรกเริ่มศึกษา วิชาทหารว่า ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ ท่าน เป็นอาจารย์วิชาทหารปืนใหญ่คนสำคัญท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ในกิจการทหารปืน ใหญ่เป็นเวลานาน ตั้งแต่เริ่มมีตำแหน่งเป็นประจำกรมทหารปืนใหญ่ เมื่อ ๑ สิงหาคม ๒๔๕๗ จนถึงมีตำแหน่งหลังสุดเป็นจเรทหารปืนใหญ่ เมื่อ ๓๑ มีนาคม ๒๔๗๔ ซึ่งรวมเวลาที่ท่านปฏิบัติหน้าที่ในวงการทหารปืนใหญ่เป็นระยะเวลานานถึง ๑๗ ปี ต่อจากนั้นท่านก็ได้ปฏิบัติภารกิจในตำแหน่งหน้าที่สำคัญทางทหารและวงการ เมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอีกมาก อาทิเช่น เป็นผู้บัญชาการทหารบก,เป็นจเรทหารทั่วไป,เป็นแม่ทัพบกและแม่ทัพใหญ่ เป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นนายกรัฐมนตรีรวม ๔ ครั้ง และงานสำคัญที่ท่านได้ปฏิบัติเพื่อประเทศชาติและประชาชนคือการเป็นผู้นำคณะ ราษฎรขอพระราชทานรัฐธรรมนูญจาก พระมหากษัตริย์เป็นผลสำเร็จ เมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๔ ชีวิตทั้งชีวิตของท่านนั้นได้ทุ่มเทในการทำงานเพื่อประเทศชาติโดยยึดถือความ ซื่อสัตย์สุจริตเป็นสำคัญ ท่านจึงเป็นนักการทหารและนักการเมืองตัวอย่างมาตราบเท่าทุกวันนี้ ท่านเป็นผู้ริเริ่มงานอุตสาหกรรมโดยติดตั้งโรงงานกระดาษขึ้นเป็นแห่งแรกของ ประเทศไทยที่จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยความดีของท่านประชาชนจึงยกย่องให้ท่านเป็น เชษฐบุรุษ ของประเทศและภายหลังที่ท่านได้วายชนม์ไปแล้วทางราชการและชนรุ่นหลังได้เชิด ชูเกียรติก่อสร้างอนุสาวรีย์ไว้หลายแห่ง เพื่อให้อนุชนทั้งหลายทั้งปวงได้เห็น และระลึกถึงคุณงามความซื่อสัตย์สุจริตต่อประเทศชาติของท่าน เป็นมูลฐานแห่งวัฒนธรรมและวิวัฒนาการสืบไปชั่วนิรันดร สมตามคติประจำตัวของท่านที่ว่า ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๔๓๐ ที่บ้านหน้าวัดราชบูรณะ (วัดเลียบ)

การศึกษา

  • เมื่อ วันที่๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๔ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นนายร้อยทหารบก ระหว่างที่เรียนในโรงเรียนนายร้อยทหารบก ท่านได้สอบไล่จากชั้น ๕ ขึ้นไปชั้น ๖ เป็นปีที่ ๑ จึงได้รับทุนไปศึกษาวิชา ณ ประเทศเยอรมันนี และในปลายปี พ.ศ.๒๔๕๕ ท่านได้รับคำสั่งจากเสนาบดีกระทรวงกลาโหมแห่งประเทศไทยให้ลาออกจากกองทัพเย อรมันนี เพื่อไปศึกษาวิชาแสงในประเทศเดนมาร์คต่อไป
  • เมื่อ พระยาพหล ฯ กลับถึงประเทศไทยท่านเข้ารับราชการประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๔ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ในขณะรับราชการจนได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระยาพหลพลพยุหเสนา เมื่อ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๕ และได้รับพระราชทานยศทหารเป็นลำดับครั้งสุดท้ายท่านได้รับพระราชทานยศทหาร ให้เป็น พลเอก,พลเรือเอก และพลอากาศเอก เมื่อ ๔๐ พฤศจิกายน ๒๔๘๖

ด้านการเมือง

  • ท่าน เชษฐบุรุษ นายพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งเกียรติคุณอันสูงส่ง ในการเมืองไทยเริ่มต้นชีวิตโดยเป็นนายทหารปืนใหญ่ ได้เข้าสู่เป็นวงการเมืองเป็นหัวหน้าคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นหัวหน้าคณะราษฎรคนแรกเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริต ต่อประเทศชาติ ประชาชน
  • เมื่อ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๐ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ถึงแก่อสัญกรรม เนื่องจากเส้นโลหิตในสมองแตก รวมอายุได้ ๕๘ ปี ๑๐ เดือน ๑๗ วัน

อนุสรณ์แห่งความดี

  • ถนน พหลโยธิน หรือทางหลาวแผ่นดินหมายเลข ๑ เป็นถนนเชื่อมภาคเหนือ จากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ผ่านจังหวัดทุมธานี อยุธยา สระบุรี ลพบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก ลำปาง เชียงราย ระยะทางยาวประมาณ ๑.๐๐๕ กม.
  • โรง งานน้ำตาลไทยลำปางเป็นโรงงานน้ำตาลสมัยใหม่ โรงงานแรงของประเทศไทย ได้ริเริ่มจัดตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ สมัยรัฐบาลคณะ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี
  • เมื่อ วันที่ ๘ เมษายน ๒๔๙๕ พระบาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานชื่อค่ายของ ศูนย์การทหารปืนใหญ่นี้ว่า ค่ายพหลโยธิน เพื่อเป็นเกียรติแก่ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) อดีตนายทหารปืนใหญ่ อดีตนายกรัฐมนตรี
  • ท่าน ได้ริเริ่มจัดตั้งโรงงานกระดาษไทยขึ้นในจังหวัดกาญจนบุรี นับว่าเป็นโรงงานกระดาษแห่งแรกในประเทศไทย ปัจจุบันได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ท่านในชุดเดินป่าไว้หน้าโรงงาน
  • เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ พล.ต. สาธร กาญจนรักษ์ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารปืนใหญ่ และทหารปืนใหญ่ได้ร่วมกันพิจารณาเห็นสมควรที่จะมีสิ่งอนุสรณ์ คือ อนุสาวรีย์ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ขึ้นไว้ในสถานที่อันสมควรในบริเวณค่ายพหลโยธิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทอดทูนเกียรติประวัติอันดีงามของท่านเพื่อเป็น อนุสรณ์ความดีของท่านที่มีต่อประเทศชาติและจังหวัดกาญจนบุรี เป็นจังหวัดที่ท่านถือเสมือนภูมิลำเนาท่าน กระทรวงมหาดไทย โดยมติคณะรัฐมนตรีจึ่งสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการเรี่ยไรเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๔๙๓ เพื่อจัดสร้างโรงพยาบาล และอนุสาวรีย์ของ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ไว้เป็นอนุสรณ์ขึ้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้ชื่อว่า โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา
 
ยังมีเพิ่มเติมเราจะเอามาลงให้อีกน่ะคับ
ข่าวท่องเที่ยว
 
space

 

ผู้สนับสนุน
center

1

 

2

 

5

 

6

 

7

 

 

 

 
 
 


จำนวนผู้ออนไลน์ ขณะนี้

 

 
website hit counter
Visit the artist website design info page.
Copyright © 2009 muangkantoday.com, All Rights Reserved.